🌱 ตรวจโรคพืช AI
🌽 ข้าวโพด·02 มิถุนายน 2569 เวลา 09:33

โรคตาดวงของข้าวโพด (Eyespot of maize)

Kabatiella zeae

ความรุนแรง: ต่ำความแม่นยำ 50%🤖 gpt-5-mini
รูปพืชที่ตรวจ

🔍 อาการที่พบ

  • จุดเปียกน้ำปรากฏบนใบล่างเป็นจุดแรก
  • แผลพัฒนาจนเป็นรูปแบบ "ตาดวง" มีศูนย์กลางสีแทนและขอบเข้มกว่ารอบนอก
  • แผลสามารถรวมตัวกันเป็นบริเวณกว้างจนทำให้ใบเหี่ยวและเน่าเป็นแผ่น
  • มักเกิดจากล่างขึ้นบน เริ่มที่ใบล่างแล้วขึ้นไปยังใบบน หากเข้าถึงส่วนบนในช่วงออกดอกหรือออกรวงจะทำให้ผลผลิตลดลง

📋 สาเหตุของโรค

สาเหตุโดยเชื้อราชนิด Kabatiella zeae ซึ่งสามารถอยู่รอดในซากพืชข้าวโพดที่ตกค้างบนดินและพบได้ในเมล็ดบางครั้ง ในฤดูใบไม้ผลิ เชื้อจะสร้างสปอร์ที่ถูกพัดพาหรือกระเซ็นโดยฝนไปยังต้นพืชใหม่ การแพร่กระจายในระยะต่อมาส่วนใหญ่เกิดจากลมและการกระเซ็นของสปอร์โดยหยดน้ำบนใบ (rain splash) ภาวะที่เอื้อต่อการระบาดได้แก่ ใบเปียกเป็นเวลานาน อุณหภูมิเย็น ฝนตกหรือมีน้ำค้างบ่อย ขณะที่อากาศร้อนและแห้งจะชะลอการระบาด การปลูกแบบโมโนคัลเจอร์ (ปลูกซ้ำชนิดเดิมต่อเนื่อง) และการไถนาตื้นหรือลดการไถซากพืชไว้บนผิวดินเอื้อต่อการสะสมของเชื้อ เมื่อเชื้อแพร่ไปยังส่วนบนของต้นในช่วงออกดอกหรือก่อนเก็บเกี่ยว จะทำให้พื้นที่ใบลดลง เกิดการเหี่ยวและลดผลผลิตได้ กระบวนการเกิดโรคโดยทั่วไปคือ สปอร์ตกบนพื้นผิวใบ และเมื่อมีความชื้นเพียงพอจะงอกและติดเชื้อบริเวณผิวใบ (ผ่านช่องเปิดหรือทางแผลเล็ก ๆ) ทำให้เกิดจุดเนื้อตายที่มีลักษณะเฉพาะเป็น "ตาดวง" ซึ่งเมื่อรวมตัวกันเป็นบริเวณกว้างจะลดการสังเคราะห์แสงและเร่งการร่วงโรยของใบจนส่งผลต่อผลผลิต

💊 วิธีรักษา

ควรใช้วิธีแบบผสมผสาน (integrated management) รวมมาตรการป้องกันทางวัฒนธรรมและการใช้สารชีวภาพเมื่อมี พร้อมพิจารณาเชิงเศรษฐศาสตร์ก่อนการฉีดสารเคมีกำจัดเชื้อรา

น้ำหนักข้อดีข้อเสียของการใช้สารป้องกันโรคตามศักยภาพผลผลิต มูลค่าผลผลิต และต้นทุนของสารกำจัดเชื้อรา

สารกำจัดเชื้อราที่ใช้ได้แก่ mancozeb, propiconazole และ chlorothalonil ตามคำแนะนำการใช้งานบนฉลากและข้อบังคับท้องถิ่น

สามารถใช้การบำบัดเมล็ดด้วยสารดังกล่าวเพื่อลดการนำเชื้อเข้าสู่แปลงปลูกได้

ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านอัตรา การจับเวลา และความปลอดภัยของสารเคมีอย่างเคร่งครัด และปรึกษาศูนย์วิชาการหรือนักวิชาการพืชสวนก่อนการใช้

🛡️ วิธีป้องกัน

  • เลือกพันธุ์ที่ต้านทานหรือต้านทานทนทานถ้ามีในพื้นที่
  • ไถกลบลึกและฝังซากพืชหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อ
  • หมุนเวียนพืชปลูกกับพืชที่ไม่ไวต่อโรคเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป
  • หลีกเลี่ยงการปลูกแบบต่อเนื่อง (monoculture) และลดการปล่อยซากพืชไว้บนผิวดินเมื่อเป็นไปได้
  • จัดการน้ำและการให้น้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการเปียกชื้นของใบเป็นเวลานาน (เช่น หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอยในช่วงเวลาที่ทำให้ใบเปียกค้างคืน)
  • ควบคุมความหนาแน่นการปลูกและจัดการระยะระหว่างแถวเพื่อเพิ่มการระบายอากาศ ลดความชื้นคงค้างบนใบ

🖼️ ภาพอ้างอิงโรค

ภาพอ้างอิง 1
ภาพอ้างอิง 2
ภาพอ้างอิง 3
+ ตรวจสอบพืชชนิดอื่น
ผลการตรวจสอบ:✗ ไม่ถูกต้อง