โรคเน่าเมล็ดรวงจากแบคทีเรีย (Bacterial panicle blight)
Burkholderia glumae
🔍 อาการที่พบ
- ✓เมล็ดเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงปานกลาง
- ✓ต่อมาเมล็ดอาจเปลี่ยนเป็นสีเทา ดำ หรือชมพู จากการเข้าทำลายซ้ำโดยแบคทีเรียหรือเชื้อราตัวอื่นๆ
- ✓รวงยังคงตั้งชี้ (ไม่หักเหลงเหมือนอาการจากโรคไหม้บางชนิด)
📋 สาเหตุของโรค
สาเหตุจากแบคทีเรีย Burkholderia glumae ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่แพร่ผ่านเมล็ดพันธุ์และพัฒนาเป็นโรคในระยะท้ายของการเจริญเติบโต การเกิดโรคขึ้นกับอุณหภูมิโดยจะมีความชุกชุมมากในสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิกลางวันสูงกว่า 32°C และอุณหภูมิกลางคืนประมาณ 25°C ขึ้นไป ระดับไนโตรเจนที่สูงจะเอื้อต่อการเกิดโรค เชื้อแบคทีเรียจะเข้าทำลายอวัยวะดอกและเมล็ดในระยะออกรวงและการติดเมล็ด ทำให้แบคทีเรียลุกลามไปยังเมล็ด ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของเมล็ดและลดคุณภาพ เมแทบอลิทพิษของเชื้อ เช่น toxoflavin มีบทบาทในการก่อโรคและทำลายเนื้อเยื่อ พืชที่ปลูกจากเมล็ดที่ติดเชื้ออาจมีอาการเน่าเป็นต้นกล้า (seedling rot) ได้ โรคมักเกิดในสภาพอากาศร้อนและแห้งในระยะออกรวง/อัดเมล็ด และการระบาดขึ้นกับการมีเชื้อในเมล็ดพันธุ์และสภาพแวดล้อมในช่วงการติดเมล็ด
💊 วิธีรักษา
ใช้แนวทางการจัดการแบบผสมผสาน ร่วมกับมาตรการป้องกันเป็นหลัก และใช้การจัดการทางชีวภาพเมื่อมีให้ใช้
ขณะนี้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่มีประสิทธิผลต่อ Burkholderia glumae ที่แน่นอน ควรพิจารณามาตรการป้องกันและการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากโรคเป็นหลัก
ขณะนี้ไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับการรักษาทางชีวภาพสำหรับ Burkholderia glumae หากท่านมีข้อมูลหรือโซลูชันที่เป็นประโยชน์ โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
🛡️ วิธีป้องกัน
- •เก็บทำความสะอาดแปลงเพาะปลูกให้หมดจดจากซากพืชของการเก็บเกี่ยวครั้งก่อน
- •ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองว่าไร้โรคเท่านั้น
- •เลือกใช้พันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานเชิงส่วนหนึ่ง (partial resistance) หากมีให้เลือก
- •ปลูกข้าวให้เร็วกว่าปกติในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพื่อลดความเสี่ยงเนื่องจากอุณหภูมิที่เย็นกว่าในช่วงออกรวงและการอัดเมล็ด
- •ควบคุมการให้ปุ๋ย อย่าให้เกิน doses ที่แนะนำ โดยเฉพาะไนโตรเจน
- •หลีกเลี่ยงการให้น้ำมากเกินไป
- •ติดตามตรวจสอบแปลงเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอและตรวจหาต้นที่แสดงอาการป่วย
- •พิจารณาหมุนเวียนพืชกับพืชที่ไม่เป็นพืชอาศัย เช่น พืชตระกูลถั่ว
🖼️ ภาพอ้างอิงโรค


