ไรแดง (Tetranychus spp., เช่น T. urticae และ T. cinnabarinus)
Tetranychidae
🔍 อาการที่พบ
- ✓จุดขาวหรือจุดซีดเล็ก ๆ บนผิวใบ (stippling) จากการถูกดูดน้ำเลี้ยง
- ✓ใยแมงมุมละเอียดบนผิวด้านใต้ใบหรือระหว่างก้านใบกับลำต้น
- ✓ใบซีดเหลือง บรอนซ์ หรือแห้งกรอบและร่วงก่อนกำหนดเมื่อระบาดรุนแรง
- ✓เห็นไรตัวเล็กสีเขียวอ่อนรูปไข่และไข่โปร่งใสด้านใต้ใบด้วยแว่นขยาย
- ✓การลดลงของประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตของพืชเมื่อการระบาดต่อเนื่อง
📋 สาเหตุของโรค
สาเหตุเกิดจากไรขนาดเล็กของสกุล Tetranychus โดยเฉพาะ Tetranychus urticae และ T. cinnabarinus ไรตัวเมียเต็มวัยยาวประมาณ 0.6 มม. ลำตัวรูปไข่สีเขียวอ่อนมีจุดเข้ม 2 จุดด้านหลังและมีขนยาวที่หลัง ไรที่พักตัวข้ามฤดูมักมีสีแดง ในฤดูใบไม้ผลิ ไข่เป็นรูปกลมโปร่งใสวางอยู่ด้านใต้ของใบ ตัวอ่อนมีสีเขียวอ่อนพร้อมลายเข้มด้านบน ไรสร้างใยโปร่งบางบนผิวด้านใต้ของใบเป็นที่ปกป้องตัวเอง ไรแดงชอบสภาพร้อนแห้งและสามารถให้กำเนิดได้หลายรุ่นต่อปี (ในสภาพเหมาะสมถึง 7 รุ่น/ปี) มีพืชอาศัยได้หลากหลายรวมทั้งวัชพืช กลไกการก่อความเสียหายเกิดจากปากแบบเจาะดูด (chelicerae) ที่เจาะเซลล์ชั้นบนของใบแล้วดูดน้ำเลี้ยงและสารจากเซลล์ ทำให้เกิดจุดเล็ก ๆ สีซีด (stippling) การซีดหรือบรอนซิงของใบ ใบลดการสังเคราะห์แสง ใยที่สร้างขึ้นยังลดการแลกเปลี่ยนก๊าซและส่งผลทางอ้อมต่อความแข็งแรงของพืช ในการระบาดรุนแรงจะทำให้ใบแห้งกรอบและร่วงก่อนกำหนด ปัจจัยที่เอื้อต่อการระบาดได้แก่สภาพอากาศร้อนแห้ง ความเครียดจากน้ำน้อย และการใช้สารเคมีกำจัดแมลงที่ทำลายศัตรูธรรมชาติ ทำให้ประชากรไรขยายตัวเร็วและมักพัฒนาการดื้อยาต่ออคารีไซด์หลายชนิดได้
💊 วิธีรักษา
ดำเนินการแบบบูรณาการ (IPM) ผสานมาตรการป้องกัน การควบคุมทางชีวภาพ และการใช้สารเคมีอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายประชากรศัตรูธรรมชาติ
การใช้สารเคมี (อคารีไซด์): พิจารณาใช้อย่างระมัดระวังเนื่องจากประชากรไรแดงมักพัฒนาความต้านทาน ควรสลับกลุ่มสารออกฤทธิ์และเลือกชนิดที่มีผลต่อไรแต่ปลอดภัยต่อผู้ล่า ตัวอย่างที่ใช้ได้ (เจือจางในน้ำตามคำแนะนำบนฉลาก): กำมะถันชนิดเปียก (3 ก./ล.), spiromesifen (1 มล./ล.) และ abamectin (ตามอัตราที่ฉลากแนะนำ) พ่นซ้ำครั้งที่สองหลังการพ่นครั้งแรก 2–3 วันเมื่อต้องการควบคุมการระบาดอย่างรวดเร็ว
การควบคุมแบบอินทรีย์และชีวภาพ: ในการระบาดเล็กน้อย ล้างไรออกด้วยแรงดันน้ำและตัดใบที่ได้รับความเสียหายออก ใช้น้ำมันพืช (เช่น น้ำมันรำ/คาโนลา น้ำมันโหระพา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันนีม) พ่นทั่วทั้งด้านบนและด้านล่างของใบเพื่อลดประชากร ใช้น้ำกระเทียม หยดยุ่ยจากเต้าหู้หรือหญ้าแห้ง (nettle slurry) และสารละลายสบู่กำจัดแมลงสำหรับการควบคุมในระดับเล็ก ควรใช้ศัตรูธรรมชาติเฉพาะกับไร เช่น ไรผู้ล่า Phytoseiulus persimilis และ/หรือเชื้อราจุลินทรีย์ที่ทำลายไร (เช่น Beauveria bassiana หรือ Metarhizium spp.) แทนการใช้ Bacillus thuringiensis ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพต่อไร พ่นซ้ำครั้งที่สองหลังการพ่นครั้งแรก 2–3 วันเมื่อจำเป็น
มาตรการเสริม: ตัดแต่งและกำจัดวัชพืชที่เป็นแหล่งอาศัยของไร หลีกเลี่ยงการใช้สารฆ่าแมลงที่กว้างขวางซึ่งจะทำลายศัตรูธรรมชาติ และพิจารณาการใช้กับดักหรือการเฝ้าระวังเพื่อทำการตัดสินใจตามเกณฑ์ความเสียหาย
🛡️ วิธีป้องกัน
- •ปลูกพันธุ์ต้านทานหากมี
- •ตรวจแปลงเป็นประจำโดยสังเกตผิวด้านใต้ของใบเพื่อหาตัวไร ไข่ และใย
- •ใช้วิธีเขย่าหรือสั่นใบลงบนกระดาษสีขาวเพื่อตรวจจับตัวไรได้ง่ายขึ้น
- •ตัดหรือกำจัดใบ/ต้นที่ถูกทำลายอย่างรุนแรงออกเพื่อลดแหล่งประชากร
- •กำจัดผักบุ้งหรือวัชพืชอื่น ๆ ที่เป็นพืชอาศัยของไรในแปลง
- •ฉีดพ่นน้ำหรือทำให้พื้นทางเดินและบริเวณฝุ่นน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงสภาพแห้งและมีฝุ่นซึ่งเอื้อต่อการระบาด
- •รดน้ำพืชอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเครียดจากน้ำ เพราะพืชที่เครียดมีความทนทานต่อไรน้อยกว่า
- •ควบคุมการใช้สารกำจัดแมลงเพื่อเอื้อให้ศัตรูธรรมชาติอยู่รอดและควบคุมประชากรไรได้ตามธรรมชาติ
🖼️ ภาพอ้างอิงโรค


